การเป็นเจ้าของกิจการมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการบัญชีและภาษีที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจว่าเจ้าของธุรกิจต้องเสียภาษีอะไรบ้าง เป็นรากฐานที่ช่วยให้บริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทความนี้จะเจาะลึกทุกประเภทการจ่ายภาษีที่เกี่ยวข้อง พร้อมแนะนำสิทธิประโยชน์และข้อควรระวังที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตรวจสอบย้อนหลัง
HIGHLIGHTS:
- เจ้าของธุรกิจเป็นต้องศึกษาว่าเจ้าของธุรกิจต้องเสียภาษีอะไร เพื่อเลือกรูปแบบการจดทะเบียนที่เหมาะสมกับรายได้และช่วยลดต้นทุนทางภาษีอย่างถูกวิธี
- ธุรกิจส่วนตัวยื่นภาษี แบบไหน? การจ่ายภาษีเงินได้มีทั้งแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างกันที่ฐานภาษีและการใช้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือตามอัตราเหมาที่กฎหมายกำหนด
- การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีบริษัท เช่น การจ้างงานผู้สูงอายุ หรือการลงทุนในซอฟต์แวร์ดิจิทัล จะช่วยประหยัดการจ่ายภาษีและเพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจได้เป็นอย่างดี
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการไม่แยกบัญชีส่วนตัวออกจากธุรกิจและการเก็บเอกสารไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลให้ถูกปฏิเสธรายจ่ายในการคำนวณภาษีประจำปี
เจ้าของธุรกิจต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

การเริ่มต้นทำธุรกิจสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการทำความเข้าใจเรื่องภาษี เนื่องจากประเภทของภาษีที่ต้องยื่นจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการจดทะเบียนและรายได้ของกิจการ เจ้าของกิจการยื่นภาษีอะไรที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
ภาษีเงินได้
ภาษีเงินได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ใช้สำหรับกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล รายได้จะถูกคำนวณรวมกับรายได้ส่วนตัวของเจ้าของ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) และ ภ.ง.ด.90 (ประจำปี)
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล: ใช้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยคำนวณภาษีจาก “กำไรสุทธิ” (รายได้หักค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์สรรพากร) ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) และ ภ.ง.ด.50 (ประจำปี)
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บเพิ่ม 7% จากลูกค้า โดยเจ้าของธุรกิจมีหน้าที่คำนวณส่วนต่างระหว่างภาษีขายและภาษีซื้อ เพื่อนำส่งผ่านแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปทุกเดือน
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
เมื่อธุรกิจจ่ายเงินค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่า ให้กับบุคคลอื่นหรือบริษัทอื่นตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป (หรือยอดต่ำกว่าแต่มีสัญญาต่อเนื่อง) ธุรกิจมีหน้าที่ต้องหักภาษีบริษัทส่วนหนึ่งไว้ตามอัตราที่กำหนดเพื่อนำส่งสรรพากร และต้องออก “หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)” ให้แก่ผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง
ภาษีอื่น ๆ
เจ้าของกิจการต้องพิจารณาภาษีเฉพาะทางตามลักษณะธุรกิจ เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจการเงิน อากรแสตมป์ เมื่อมีการทำสัญญาทางกฎหมาย ภาษีป้าย สำหรับกิจการที่มีการติดตั้งป้ายโฆษณาหน้าสถานประกอบการ รวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหากมีกรรมสิทธิ์ในอาคารหรือที่ดินที่ใช้ประกอบธุรกิจ การตรวจสอบภาระภาษีแฝงเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจวางแผนงบประมาณและปฏิบัติตามข้อกำหนดท้องถิ่นได้อย่างครบถ้วน
ทำไมเจ้าของธุรกิจควรรู้เรื่องภาษี?
นอกจากจะต้องรู้ว่าเจ้าของธุรกิจต้องเสียภาษีอะไรแล้ว เจ้าของธุรกิจควรรู้เรื่องภาษีเพื่อใช้ในการบริหารจัดการเงินทุนและวางแผนการเติบโตของกิจการอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งประโยชน์ของการทำความเข้าใจเรื่องการจ่ายภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจ มีดังนี้
ช่วยตัดสินใจในเรื่องธุรกิจ
เจ้าของกิจการที่มีความเข้าใจเรื่องภาษีจะสามารถวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจเพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุดได้ เช่น การตัดสินใจจ้างงานในกลุ่มที่รัฐสนับสนุนเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น หรือการเลือกใช้ซอฟต์แวร์บัญชีที่ช่วยจัดการภาษีได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาในการบริหารงานอย่างมาก
วางแผนประหยัดภาษี
การเข้าใจโครงสร้างภาษีบริษัทช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนการเงินได้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ทั้งการแยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากค่าใช้จ่ายธุรกิจอย่างชัดเจน รวมถึงการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือค่าลดหย่อนต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดภาระภาษีได้อย่างถูกกฎหมายและเพิ่มกระแสเงินสดให้ธุรกิจ
ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด
การจัดทำบัญชีและเอกสารอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยลดความเสี่ยงจากการทำงานผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบ หากเจ้าของธุรกิจมีความรู้พื้นฐานจะสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ด้วยตนเอง ป้องกันการเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีย้อนหลัง ซึ่งมักมีมูลค่าสูงกว่าค่าภาษีปกติหลายเท่าตัว
GETBiz ที่ปรึกษาด้านการวางแผนภาษีอย่างครอบคลุมและถูกต้องตามหลักเกณฑ์สรรพากร หลักสูตรของเราออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจที่เสียภาษีสูง มีเงินสดสะสมหรือเงินปันผลค้างจ่ายจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่ต้องการจัดตั้ง Holding Company เพื่อบริหารภาษีบริษัทในเครือและส่งต่อทรัพย์สินของครอบครัวอย่างเป็นระบบ เปลี่ยนภาษีให้เป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าด้วยกลยุทธ์แบบฉบับเจ้าของกิจการมืออาชีพ
ความแตกต่างระหว่างภาษีเงินได้ของธุรกิจบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล
การเข้าใจความแตกต่างของอัตราการจ่ายภาษีระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จะช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนได้ว่าธุรกิจส่วนตัว เสียภาษียังไง เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คุ้มค่าที่สุด โดยข้อมูลเปรียบเทียบอัตราภาษีมีดังนี้
| เงินได้สุทธิ (บุคคลธรรมดา) / กำไรสุทธิ (นิติบุคคล) | อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (SME) | อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Non-SME) |
| 0 – 150,000 | ยกเว้น | ยกเว้น | 20% |
| 150,001 – 300,000 | 5% | ยกเว้น | 20% |
| 300,001 – 500,000 | 10% | 15% | 20% |
| 500,001 – 750,000 | 15% | 15% | 20% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% | 15% | 20% |
| 1,000,000 – 2,000,000 | 25% | 15% | 20% |
| 2,000,001 – 3,000,000 | 30% | 15% | 20% |
| 3,000,001 – 5,000,000 | 30% | 20% | 20% |
| มากกว่า 5,000,000 ขึ้นไป | 35% | 20% | 20% |
สิทธิประโยชน์ทางภาษีประกอบด้วยอะไรบ้าง?
เมื่อรู้ว่าเจ้าของธุรกิจต้องเสียภาษีอะไรแล้ว การเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งนี้ช่วยให้เจ้าของธุรกิจลดต้นทุนและเพิ่มกระแสเงินสดในกิจการ โดยภาครัฐได้กำหนดมาตรการสนับสนุนหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ดังนี้
การจ้างงานผู้พิการหรือผู้สูงอายุ
กิจการที่สนับสนุนการสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มผู้เปราะบางสามารถใช้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เช่น การจ้างงานผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป นำค่าจ้างมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ถึง 2 เท่าของที่จ่ายจริง (สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนต่อคน) รวมถึงการจ้างงานผู้พิการที่ช่วยให้บริษัทประหยัดภาษีได้มากขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
มาตรการลดหย่อนภาษี 200% จากสินค้าหรือบริการดิจิทัล
มาตรการนี้เน้นสนับสนุน SMEs ให้ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล โดยกิจการที่มีทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อหรือใช้บริการซอฟต์แวร์ที่ขึ้นทะเบียนกับ depa มาหักภาษีได้ 2 เท่า หรือ 200% ตามจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 300,000 บาท ช่วยให้การลงทุนในระบบบัญชีหรือเทคโนโลยีมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ
รัฐบาลมีการออกนโยบายสนับสนุนผ่านหลายหน่วยงาน เช่น สิทธิประโยชน์จากการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษ (EEC) หรือสิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงมาตรการพิเศษสำหรับ SMEs ในการหักค่าใช้จ่ายบางประเภทได้มากกว่าปกติ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อม
เจ้าของกิจการนำค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคาร เครื่องจักร หรือยานพาหนะ มาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามอายุการใช้งานจริง โดยต้องไม่เกินอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด หรือมาตรา 65 ทวิ (2) ตัวอย่างเช่น เครื่องจักรสามารถหักได้ไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิทางภาษีลงได้อย่างชัดเจน
ข้อควรระวังที่เจ้าของธุรกิจมักทำผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว มีอะไรบ้าง?
หลายครั้งที่ความเสียหายทางการเงินของธุรกิจไม่ได้มาจากยอดขายที่ตกต่ำ แต่มาจากความผิดพลาดเกี่ยวกับภาษี การรู้เท่าทันจุดเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าของกิจการป้องกันเบี้ยปรับและรักษาความน่าเชื่อถือของบริษัทไว้ได้
ยื่นภาษีไม่ตรงตามกำหนด
การยื่นภาษีล่าช้าแม้เพียงวันเดียวก็มีบทลงโทษทันที ทั้งค่าปรับทางอาญาและเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของยอดภาษีที่ต้องชำระ เจ้าของธุรกิจควรกำหนดปฏิทินภาษีให้ชัดเจนหรือใช้ระบบแจ้งเตือน เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกเรียกปรับและป้องกันไม่ให้ประวัติภาษีของกิจการด่างพร้อยในสายตาสรรพากร
ไม่แยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากค่าใช้จ่ายธุรกิจ
การไม่แยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากค่าใช้จ่ายธุรกิจเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะเจ้าของกิจการบุคคลธรรมดา การใช้กระเป๋าเงินเดียวกันทำให้รายจ่ายปะปนกันจนคำนวณกำไรที่แท้จริงได้ยาก และหากถูกตรวจสอบ รายจ่ายส่วนตัวจะไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ การแยกบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะจะช่วยให้การทำบัญชีโปร่งใสและตรวจสอบง่ายขึ้น
ไม่เก็บเอกสาร/เก็บเอกสารไม่ครบถ้วน
รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องตามเงื่อนไขสรรพากร จะไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ เจ้าของกิจการหลายคนมักละเลยการขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบหรือเก็บสลิปโอนเงินไว้ไม่เป็นระบบ ทำให้ต้องเสียภาษีในยอดที่สูงเกินจริงเพราะขาดหลักฐานในการยืนยันค่าใช้จ่าย
GETBiz พร้อมเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยให้คุณวางแผนการจ่ายภาษีธุรกิจและโครงสร้าง Holding Company ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เปลี่ยนความกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบย้อนหลังให้เป็นความมั่นใจในการบริหารกำไร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย และสร้างความมั่งคั่งให้ธุรกิจและครอบครัวอย่างยั่งยืน
เจ้าของธุรกิจต้องเสียภาษีอะไร วางแผนภาษีแบบมืออาชีพไปกับ GETBiz
การเรียนรู้ว่าเจ้าของธุรกิจต้องเสียภาษีอะไร เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมืออาชีพและยั่งยืน การทำความเข้าใจประเภทภาษี สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อน และการหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเรื่องการแยกบัญชีหรือการเก็บเอกสาร จะช่วยเปลี่ยนภาระภาษีให้เป็นโอกาสในการประหยัดต้นทุนและเพิ่มผลกำไร การเตรียมตัวที่ดีและมีที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญจะช่วยให้ธุรกิจก้าวผ่านอุปสรรคทางบัญชีและเติบโตได้อย่างมั่นคงภายใต้ระเบียบของกรมสรรพากร
หากคุณต้องการบริหารจัดการการจ่ายภาษีอย่างยั่งยืน GETBiz พร้อมให้บริการที่ปรึกษาด้านการวางแผนภาษีธุรกิจโดยทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ เราช่วยออกแบบโครงสร้างภาษีบริษัทที่เหมาะสมกับกิจการของคุณโดยเฉพาะ เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางกฎหมายได้อย่างสูงสุดและถูกต้องแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบและช่วยเพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง
ช่องทางการติดต่อ :
- Line : @getbiz
- Facebook : GETBiz Thailand
- TEL : 02-107-4170
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเจ้าของธุรกิจ
จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อไร?
เจ้าของธุรกิจต้องจดทะเบียน VAT เมื่อมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายได้ถึงเกณฑ์ เพื่อเรียกเก็บภาษีขายและจัดทำรายงานการจ่ายภาษีซื้อส่งกรมสรรพากร
เจ้าของกิจการต้องจัดเก็บเอกสารใดบ้าง เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี?
ควรจัดเก็บใบกำกับการจ่ายภาษีเต็มรูปแบบ ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย และรายงานทางบัญชีต่าง ๆ ให้ครบถ้วนและเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันรายจ่ายในการหักภาษีและพร้อมสำหรับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่สรรพากรย้อนหลัง
จะต้องยื่นภาษีแต่ละประเภทอย่างไร และยื่นเมื่อไหร่?
ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลปีละ 2 ครั้ง (ภ.ง.ด.50 และ 51) ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายื่น ภ.ง.ด.94 (กันยายน) และ ภ.ง.ด.90 (มีนาคม) สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องยื่นเป็นรายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป




